” หยูกยาในครัว “

เวลาไม่สบาย  คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะนึกถึงเรื่องกินสักเท่าไร แถมบางทีกินไม่ลงกันด้วยซ้ำ   แต่จริงๆ แล้ว ยิ่งไม่สบายยิ่งต้องพยายามฝืนกินค่ะ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  ร่างกายจะได้มีแรงต่อสู้กับโรคต่างๆ ได้  และที่สำคัญอาหารบางอย่างก็ยังช่วยบำบัดความไม่สบายได้โดยตรงด้วย

วันนี้ DooStyle จะมาแนะนำอาหารที่เราเห็นกันทั่วไป และทุกคนก็เคยรับประทานกันแน่นอน เพียงแต่อาจไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์แค่ไหนเท่านั้นเอง  ไปดูกันเลยค่า

 

 

HCtea

 

กรดไหลย้อน :  ดื่มชาคาโมไมล์

          คาโมไมล์สามารถช่วยบรรเทาอาการอักเสบ อาการหดเกร็ง และการเกิดแก๊สในระบบย่อยอาหาร  ชงชาในน้ำร้อน 1 แก้ว  แช่ไว้นาน 20 นาที  โดยระหว่างนี้ควรปิดฝาแก้วไว้เพื่อกักเก็บน้ำมันหอมระเหยเอาไว้ในน้ำ  ดื่มวัละ 2 – 3 ครั้ง  จนกว่าอาการจะดีขึ้น

 

9o

  เครียด  วิตกจริต :  กินกล้วยหอม

ถ้าช่วงไหนรู้สึกเครียดๆ หม่ำกล้วยหอมสักลูก  ซึ่งกล้วยหอมลูกย่อมๆ หนึ่งลูก  มีแคลอรีเพียง 104 แคลอรี กับ น้ำตาล  14  กรัม ช่วยเสริมน้ำตาลในเลือดอย่างอ่อนๆ และให้วิตามินบี  6 ถึง 30  เปอร์เซ็นต์ของปริมาณร่างกายที่ควรได้รับในแต่ละวัน  ซึ่งช่วยให้สมองหลั่งสารเซราโทนิน สารที่ทำให้เกิดความสุขออกมามากขึ้น

 

โยเกิร์ต- (1)

 

   ท้องผูก  มีแก๊สในกระเพาะอาหาร  :  กินโยเกิร์ต

          โยเกิร์ตมีแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อลำไส้อย่างมาก  กินโยเกิร์ตสัก 1 ช้อนครึ่ง ก็ให้ประโยชน์มากแล้วต่อระบบทางเดินอาหาร  เพราะแบคทีเรียจะช่วยให้ลำไส้ย่อยอาหารประเภทถั่วและแล็คโตสในนม (ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดแก๊สในกระเพาะ) ได้ดีขึ้น

 

Kidney_Food_7

 

  ความดันโลหิตสูง  :  กินลูกเกด

          ลูกเกด 60 เม็ด  หรือประมาณหนึ่งกำมือ  ประกอบด้วยไฟเบอร์ 1 กรัม  และโปรตัสเซียม 212 มิลลิกรัม   ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดนี้มีประโยชน์สำหรับผู้มีปัญหาเรื่องความดันสูง   มีงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า สารโพลีฟีนอลในผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำมาจากองุ่น  เช่น ลูกเกด  ไวน์ และ น้ำองุ่น  มีประโยชน์ต่อสุขภาพของหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงช่วยลดความดันโลหิตด้วย

 

atue

 

    อารมณ์หงุดหงิด  อารมณ์บ่จอย  :  กินทูน่า

          ทูน่ากระป๋องขนาด 3 ออนซ์ (85 กรัม)  มีโอเมก้า 3  ประมาณ 800 กรัม   ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า เป็นปริมาณที่สามารถช่วยบำบัดอารมณ์หดหู่ซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ   นอกจากนั้นคาร์โบไฮเดรตในปริมาณ 37 กรัม  ก็สามารถช่วยเพิ่มสารเซราโทนิน ที่ทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้เช่นกัน

 

e_degnprtvz134

 

    คลื่นไส้  อาเจียน  :  กินขิง

          ขิงมีสรรพคุณช่วยแก้อาการคลื่นไส้ได้อย่างดีเยี่ยม  ปริมาณที่เหมาะสม คือ ขิงผง 1/4 ช้อนชา  หรือขิงแก่สับ  1/2 – 1  ช้อนชา  หรือ 1 ถ้วย  แม้ว่านักวิจัยจะยังไม่ได้ยืนยันว่าน้ำมันหรือสารประกอบชนิดใดในขิงสามารถช่วยระงับอาการคลื่นไส้ได้นั้น แต่ก็สามรถใช้ได้อย่างปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียงใด  เช่น  ทำให้ปากแห้ง หรือ ง่วงซึมเหมือนยาแผนปัจจุบัน

 

837797-img-1419226132-1 (1)

เป็นแผลในกระเพาะอาหาร  :  กระหล่ำปลี

          มีการศึกษาทางการแพทย์แล้วว่า สารประกอบซัลโฟราเฟนในกะหล่ำปลี  มีประสิทธิภาพในการจัดการกับแบคทีเรีย เอสไพโลไร (ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร)  ก่อนที่มันจะเข้าสู่ลำไส้ และยังช่วยยับยั้งการขยายตัวของเนื้องอกในกระเพาะอาหารด้วย  แคลอรีเพียง 34 แคลอรี ในกระหล่ำปลี 1 ถ้วย  ให้ไฟเบอร์ 3 กรัม  และวิตามินซี 75  เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

in

ริดสีดวง  :  กินมะเดื่อ

          ไฟเบอร์ 3 กรัม ในมะเดื่อแห้ง 4 ลูก  จะช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวลง ซึ่งช่วยให้ริดสีดวงหายเร็วขึ้น  นอกจากนั้นมะเดื่อยังให้โปรแตสเซียม  5  เปอร์เซ็นต์  และธาตุสังกะสี  10  เปอร์เซ็นต์  ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

orange-juice-Copy

เหนื่อย  อ่อนเพลีย  :  ดื่มน้ำส้มคั้น

          ฟรุ๊กโตสในน้ำส้ม 1 แก้ว  จะช่วยคืนความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าให้กับร่างกาย  จากผลการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพของวิตามินซี จะช่วยต่อสู้กับความเครียดที่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ   อีกทั้งวิตามินซียังมีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยให้ร่างกายสูบฉีดออกซิเจนเข้าเลือด  ทำให้เรารู้สึกสดชื่น ตื่นตัว และมีพลังขึ้นมาอีกครั้ง

Potato-1-700x502

ปวดศีรษะ  :  กินมันฝรั่ง

          คารโบไฮเดรต  37  กรัม  ในมันฝรั่งหัวย่อมๆ หนึ่งหัว สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ จากการที่ไปช่วยเพิ่มระดับเซราโทนีนให้สูงขึ้น  แต่ต้องควบคุมปริมาณไขมันและโปรตีนให้ต่ำกว่า  2  กรัม

  เป็นไงกันบ้างค่ะอาหารที่ Doostyle ได้นำเสนอไป คงเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย   อาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวันนั้น  สามารถใช้บำบัดความเจ็บปวดได้สารพัดอย่าง ขอเพียงเราศึกษาหาความรู้สักนิดว่า  อาหารแต่ละชนิดมีประโยชน์ด้านใดบ้าง  เพราะถ้าเรากินให้ถูกโรค ถูกเวลา และปริมาณที่เหมาะสม  เราก็จะห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้   เช่นเคย การไม่มีโรคเป็นลาภอันเสริฐค่ะ

—————————————–

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก นิตยสารหญิงไทย  ปักษ์แรก  สิงหาคม 2558

574

Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

seventeen − six =